© PK* [July 28, 2010]
[Note: Talking about business traps of banking system related to credit card and debit card in America. This is also a topic on Fox News in August, 2010. – PK*]
ระบบการเงินถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ในช่วงระยะเวลาที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำนั้น ระบบธุรกิจทั้งหลายรวมถึงระบบการเงิน ได้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด ภาคธุรกิจเริ่มคิดค้นวิธีใหม่ๆเพื่อหาผลกำไรสูงสุดเข้าตัวมากยิ่งขึ้น การอนุมัติให้เสรีภาพทางการแข่งขันในตลาดการเงินจากภาครัฐเอง ก็ได้เอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้กับธนาคารและผู้ให้บริการบัตรเครดิตในภาคเอกชนเป็นอย่างมาก
หลายท่านคงสังเกตเห็นนะครับว่า ในช่วงปี 2009-2010 ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการบัตรเครดิตโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ต่างพร้อมใจกันปรับอัตราดอกเบี้ยค้างชำระให้สูงขึ้น หรือในบางกรณีก็มีการปรับวงเงิน credit line ให้ต่ำลง เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงนักกับผู้ที่มีรายได้สูง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ในช่วงภาวะที่ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นั้น ผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินอย่างหนัก จำนวนผู้ว่างงานในประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่พวกเขาต้องแบกรับภาระหนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ หรือกล่าวง่ายๆได้ว่า ถ้าคุณไม่มีเงินก็ต้องยืมเขามาใช้ โดยเวลาผ่อนใช้คืนคุณต้องเสียค่าดอกเบี้ยที่สูงเกินสมควร มากกว่าที่เคยได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า ธุรกิจขนาดเล็กที่หมุนเงินลงทุนระยะสั้นผ่านเครดิตที่มี ก็ต้องประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุน เนื่องจากวงเงินที่เบิกได้ต่อเดือนนั้นอาจลดลง ตัวอย่างปัญหาพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจและการเงินเหล่านี้ได้ฝังรากลึก จนทำให้ระบบการเงินในอเมริกานั้นสั่นคลอน ส่งผลกระทบออกไปเป็นวงกว้างทั่วโลก ถ้าระบบการเงินล่ม ระบบเศรษฐกิจก็จะขาดสภาพคล่อง ทำให้ฟื้นตัวได้ยากยิ่งขึ้น
คนอเมริกันนั้นให้ความสำคัญกับเครดิตเป็นอย่างมาก จะทำอะไรคุณก็ต้องมีเครดิต ปัจจุบันการใช้บัตรเครดิตจึงเป็นระบบการจับจ่ายใช้สอยที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทว่าตามสถิติล่าสุดจากรายงานผ่านสื่อต่างๆ ช่วงที่ผ่านมาค่านิยมในการใช้บัตรเครดิตในสหรัฐอเมริกากลับเริ่มลดลง ทั้งนี้จากกระแสข่าวเรื่องอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ผู้ใช้บริการบัตรเครดิตต่างเริ่มรู้สึกถูกเอาเปรียบ และหันมาเลือกใช้บริการบัตรเดบิตแทน จุดนี้ทำให้อัตราการใช้งานบัตรเดบิตได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่าผู้คนคงรู้สึกถูกเอาเปรียบน้อยลงหากใช้ตังค์ในกระเป๋าตนเอง
หากแต่หารู้ไม่ครับว่า ธนาคารต่างๆในฐานะผู้ให้บริการบัตรเดบิต ได้พร้อมใจกันวางกับดักตัวใหม่รอคุณเอาไว้แล้ว มันคือความเสี่ยงทางการเงินที่อาจมองไม่เห็นในเบื้องต้น ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น พอธนาคารทราบว่าผู้คนหันมานิยมใช้บัตรเดบิตกันมากขึ้น พวกเขาก็ตอบรับความต้องการของตลาดด้วยภาพพจน์ที่เป็นมิตร มีอยู่วันหนึ่งผมเดินผ่านหน้าธนาคารแห่งหนึ่ง ผมสังเกตเห็นว่าเค้ามีป้ายโปรโมทเชิญชวนให้คนมาเปิดบัญชี checking account กับทางธนาคารได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น ซี่งนี่ไม่ใช่เรื่องปกตินัก ต่อมาเมื่อลองพิจารณาเปรียบเทียบเงื่อนไขของธนาคารหลายแห่ง เกี่ยวกับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องคงมีอยู่ในบัญชีนั้น ปรากฏว่าธนาคารหลายแห่งบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเงินเหลือไว้ในบัญชีเลยก็ได้ ตรงนี้ชัดเจนเลยครับว่า ธนาคารต้องการที่จะเพิ่มฐานบัญชีลูกค้า แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทำไมธนาคารทั้งเล็กทั้งใหญ่หลายแห่งในอเมริกา จึงกดเงินในบัญชีของคุณให้ต่ำลงจนเป็นศูนย์
ต่อมาเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงได้พบกับความจริงที่ว่า ธนาคารในอเมริกายุคนี้ ต้องการที่จะโน้มน้าวลูกค้าของตนให้ใช้จ่ายเกินวงเงินในบัญชีที่มีอยู่ด้วยวิธีต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นการแนบเช็คเปล่ามาให้หรืออะไรก็ตาม โดยกำไรที่ธนาคารจะได้รับนั้นมาจากค่าธรรมเนียม (fee) เป็นหลัก และแน่นอนครับเท่าที่ผมเห็น ค่าธรรมเนียมนั้นสูงพอสมควรเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากเราเปิดบัญชีฟรีด้วยวงเงินในบัญชีที่ต่ำๆหรือเป็นศูนย์ และเราใช้บัตรเดบิตอย่างไร้วินัย โอกาสที่งบการเงินของคุณจะติดลบก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ตราบใดที่เรายังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าเราเองจะมีวินัยในการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็มิอาจแน่ใจได้ว่า เราจะไม่ติดกับดักตัวนี้ ยกตัวอย่าง สมมติว่าคุณมีรายได้ประจำจากการเก็บค่าเช่าตึกทุกเดือน โดยให้ผู้เช่าโอนเงินเข้าบัญชีคุณโดยตรง ถ้าเกิดเดือนนี้เศรษฐกิจแย่มาก ผู้เช่าหลายรายเบี้ยวเวลาจ่ายเพราะหมุนเงินไม่ทัน คุณเองก็ต้องหมุนเงิน มีค่าใช้จ่ายประจำมากมายที่ตัดจากบัญชี ภายในสองวันก่อนคุณจะรู้ตัวตอนต้นเดือนว่าบัญชีติดลบ คุณก็ได้ใช้เช็คหรือบัตรเดบิตรูดซื้อของจุกจิกไปแล้วมากมาย
กรณีนี้ ธนาคารหลายแห่งจะเรียกเก็บเงินจากคุณ โดยนำเอาค่าธรรมเนียม overdraft คูณกับจำนวนครั้งที่คุณใช้บัตรนั้นเกินไป ซ้ำร้าย ธนาคารบางแห่งได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดลำดับการหักเงินออกจากบัญชีของคุณเสียใหม่ โดยดึงเอาเงินก้อนใหญ่สุดที่คุณจ่ายออกไปมาหักลบออกจากเงินคงเหลือในในบัญชีก่อน ตรงนี้จะทำให้บัญชีคุณติดลบเร็วขึ้น นั่นหมายถึงค่าธรรมเนียมที่ธนาคารได้รับจะสูงขึ้นด้วย หากนับจากจำนวนครั้งการใช้บัตรที่เหลือทั้งหมดของคุณ ที่น่ากลัวคือการกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าผิดกฏหมาย
ที่ผมกล่าวถึงนี่ คือกรณีของผู้ที่พอมีรายได้ประจำอยู่บ้างแล้วนะครับ และลองคิดดูครับว่า ในกรณีของผู้มีรายได้น้อยที่ชักหน้าไม่ถึงหลังในช่วงเวลาแบบนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกมากนัก และจะต้องตกเป็นเหยื่อของอัตราค่าธรรมเนียมสุดโหดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องอีกมากมาย
ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆเหล่านี้ ผมจึงยังไม่แน่ใจนักว่าระบบเสรีในธุรกิจการเงินของอเมริกาในวันนี้นั้น จะสามารถช่วยรองรับการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของโลกในยุคปัจจุบันได้ดีมากน้อยแค่ไหน และมันจะส่งผลร้ายเรื้อรังต่อไปหรือไม่อย่างไร
ผมเชื่อว่าการตั้งเป้าหมายไปยังผลกำไรสูงสุด เป็นแนวคิดสืบทอดแบบผิดๆในวงการธุรกิจ โดยเมื่อลองมองย้อนถึงต้นเหตุของปัญหา เราจะพบว่าการอนุมัตินโยบายที่ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆภายในประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นโยบายที่เลือกใช้ก็กลับไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมที่สุด ผลประโยชน์ทางการเงินนั้นมักไม่เข้าใครออกใคร เป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เรียกตนเองว่าพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม กล่าวคือ แท้จริงแล้ว “ระบบเงินนิยม” ก็คือรากเหง้าแห่งความอยุติธรรมต่างๆในสังคมโลกนั่นเองครับ
© PK* [July 28, 2010]
[Updated: ประมาณกลางเดือนสิงหาคม (2010) ประเด็นเรื่อง overdraft ของ debit card ที่เขียนไว้นี้ได้ถูกนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ในช่องข่าว Fox News …นี่แสดงว่าปัญหานี้ยังคงมีอยู่ใช่ไหม?]